กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย

Department of Treaties and Legal Affairs

ภูมิหลัง / ความเป็นมา

พระราชบัญญัติเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศ ในประเทศไทย พ.ศ. 2561 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 พระราชบัญญัติฯ เป็นกฎหมายที่กำหนดกรอบการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับการดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศภาครัฐ และการให้สิทธิประโยชน์สำหรับการประชุมระหว่างประเทศภาคเอกชน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของที่ตั้งสำนักงานองค์การระหว่างประเทศและสถานที่จัดการประชุมระหว่างประเทศ แนวคิดในการตราพระราชบัญญัติฯ เพื่อช่วยลดขั้นตอนและย่นระยะเวลาในการตรากฎหมายรองรับการคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศที่ประสงค์มาตั้งสำนักงานหรือดำเนินกิจกรรมหรือจัดประชุมในประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมาการตราพระราชบัญญัติรายฉบับใช้เวลานาน จนอาจทำให้กระบวนการออกกฎหมายภายในของไทยนำไปสู่การก่อให้เกิดอุปสรรคและความไม่แน่นอนในการดำเนินความสัมพันธ์กับองค์การระหว่างประเทศทั้งระดับรัฐบาล/กึ่งรัฐบาล กลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ และการจัดประชุมนานาชาติต่าง ๆ

สาระสำคัญ

พระราชบัญญัติฯ กำหนดกรอบการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ซึ่งสอดคล้องกับขอบเขตที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของสหประชาชาติปี ค.ศ. 1946 ที่ไทยเป็นภาคี และแนวปฏิบัติที่ไทยเคยทำกับองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ โดยยังคงต้องจัดทำความตกลงประเทศเจ้าบ้าน (host country agreement) พระราชบัญญัติฯ ไม่กระทบต่อเอกสิทธิ์และความคุ้มกันขององค์การระหว่างประเทศภายใต้พระราชบัญญัติอื่น ๆ พระราชบัญญัติฯ (มาตรา 3) กำหนดประเภทองค์กร/หน่วยงาน ดังนี้

 
  1. องค์การระหว่างประเทศ (องค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาลและกึ่งรัฐบาล)
  2. กลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ (เช่น APEC BIMSTEC)
  3. การประชุมระหว่างประเทศภาครัฐ
  4. การประชุมระหว่างประเทศภาคเอกชน

** ทั้งนี้ ไม่รวมถึงองค์การเอกชนระหว่างประเทศ

 

หลักการในการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน จะต้องเป็นไปเท่าที่จำเป็นแก่การปฏิบัติงาน (Functional Necessity) เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การหรือการประชุมดังกล่าว โดยพิจารณาตามพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศ แนวปฏิบัติของนานาประเทศ และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากองค์การหรือการประชุมนั้น ๆ (มาตรา 4)


เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน

องค์การระหว่างประเทศ (ระดับรัฐบาล/กึ่งรัฐบาล)

องค์การระหว่างประเทศอาจได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามรายการที่กำหนดไว้ในมาตรา 5 ซึ่งระบุไว้ 9 รายการ ได้แก่
  1. ยกเว้นภาษีทางตรงตามประมวลรัษฎากรหรือกฎหมายอื่นสำหรับองค์การ ทรัพย์สิน สินทรัพย์และรายได้ขององค์การ
  2. ยกเว้นอากรศุลกากร ข้อห้าม ข้อกำกัดเกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออกสิ่งของ เพื่อใช้ในทางการขององค์การหรือสิ่งพิมพ์ขององค์การ
  3. ความละเมิดมิได้ของสถานที่ บรรณสาร และเอกสารขององค์การ
  4. ห้ามตรวจพิจารณาหนังสือโต้ตอบ / การสื่อสาร ที่เป็นทางการขององค์การ
  5. สิทธิการได้มา การได้รับ การถือครอง และการโอนซึ่งเงินทุนหรือเงินตราใด ๆ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเงินตราขององค์การ
  6. สิทธิการใช้รหัส รวมทั้งการส่ง-รับ หนังสือโต้ตอบขององค์การโดยมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันไม่เกินเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางทูต
  7. ความคุ้มกันจากการถูกดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายทุกรูปแบบสำหรับองค์การ ทรัพย์สิน และสินทรัพย์ขององค์การ เว้นแต่เป็นกรณีที่เกี่ยวกับการพาณิชย์
  8. ความคุ้มกันจากการค้น การเรียกเกณฑ์ การริบ การยึด การอายัด การเวนคืน หรือการแทรกแซงในรูปแบบอื่นใดต่อทรัพย์สินหรือสินทรัพย์ขององค์การ
  9. การอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารที่เป็นทางการขององค์การ
 
บุคลากรขององค์การระหว่างประเทศอาจได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามรายการที่กำหนดไว้ใน (มาตรา 6) ซึ่งระบุไว้ 9 รายการ ได้แก่
  1. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร เฉพาะในส่วนที่เป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ได้รับจากองค์การระหว่างประเทศหรือรัฐบาลของประเทศตน
  2. ยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับของใช้ส่วนตัวในเวลาที่เข้ารับตำแหน่งครั้งแรกในประเทศไทย
  3. ยกเว้นจากข้อจำกัดเกี่ยวกับการเข้าเมืองและการจดทะเบียนคนต่างด้าว
  4. ความละเมิดมิได้ของที่พำนักและเอกสาร
  5. ความคุ้มกันจากการจับกุม คุมขัง และการยึดสัมภาระส่วนตัว
  6. ความคุ้มกันจากการถูกดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับถ้อยคำวาจา หรือที่เป็นลายลักษณ์อักษร และการกระทำทั้งปวง ทั้งนี้ เฉพาะที่ได้กระทำในตำแหน่งหน้าที่เป็นทางการ
  7. ความคุ้มกันจากการตรวจตรา และการอำนวยความสะดวกในส่วนที่เกี่ยวกับสัมภาระส่วนตัวไม่เกินที่ให้แก่ผู้แทนทางการทูต
  8. การอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเงินตราไม่เกินที่ให้แก่ผู้แทนของรัฐต่างประเทศ
  9. การอำนวยความสะดวกในการส่งกลับคืนประเทศในเวลาที่มีวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศไม่เกินที่ให้แก่ผู้แทนทางการทูต

** กรณีที่บุคลากรเป็นผู้มีสัญชาติไทย หรือมีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยได้รับความคุ้มกันเฉพาะข้อ 6


ได้รับสถานะนิติบุคคลและมีภูมิลำเนาในประเทศไทย (มาตรา 8)
วิธีได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ออกพระราชกฤษฎีกา (มาตรา 7)

กลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ (มาตรา 9)

  • ต้องเป็นกรณีที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ
  • จะให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่กลุ่มความร่วมมือฯ และบุคลากรของกลุ่มความร่วมมือฯ ตามมาตรา ๕ และ ๖ (เช่นเดียวกับองค์การระหว่างประเทศ) ก็ได้
  • ถ้าเข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศไทย ก็ให้เป็นนิติบุคคลและมีภูมิลำเนาในประเทศไทย
  • วิธีได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ออกพระราชกฤษฎีกา

การประชุมระหว่างประเทศภาครัฐ

ผู้จัดการประชุมระหว่างประเทศภาครัฐอาจได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามรายการที่กำหนดไว้ใน (มาตรา 10) ซึ่งระบุไว้ 3 รายการ ได้แก่
  1. ยกเว้นภาษีทางตรงตามประมวลรัษฎากรสำหรับรายได้ที่ได้รับจากการจัดการประชุมในประเทศไทย
  2. ยกเว้นอากรศุลกากร และข้อห้ามข้อกำกัดเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกสิ่งของเพื่อใช้ในการประชุมหรือสิ่งพิมพ์สำหรับการประชุม
  3. ความละเมิดมิได้ของสถานที่จัดประชุม ทรัพย์สิน สินทรัพย์ และเอกสารของผู้จัดการประชุม เฉพาะที่เกี่ยวกับการประชุม

ผู้แทนของรัฐ หรือผู้แทนขององค์การระหว่างประเทศ ที่เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศภาครัฐอาจได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามรายการที่กำหนดไว้ใน (มาตรา 6 เช่นเดียวกับบุคลากรขององค์การระหว่างประเทศ)

ผู้ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุม ที่มิได้เป็นผู้แทนของรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศ อาจได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามรายการที่กำหนดไว้ใน (มาตรา 12) ซึ่งระบุไว้ 6 รายการ ได้แก่
  1. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร เฉพาะในส่วนที่เป็นค่าตอบแทน ที่ได้รับจากผู้จัดการประชุมอันเนื่องมาจากการเข้าร่วมการประชุม
  2. ยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ทั้งนี้ เฉพาะการทำงานที่เกี่ยวกับการประชุม
  3. ยกเว้นจากข้อจำกัดเกี่ยวกับการเข้าเมืองและการจดทะเบียนคนต่างด้าว
  4. ความละเมิดมิได้ของเอกสารที่เกี่ยวกับการประชุม
  5. ความคุ้มกันจากการถูกดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับถ้อยคำวาจา หรือที่เป็นลายลักษณ์อักษร และการกระทำทั้งปวง ทั้งนี้ เฉพาะที่ได้กระทำในตำแหน่งหน้าที่เป็นทางการ และที่เกี่ยวกับการประชุมนั้น
  6. อำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเงินตราไม่เกินที่ให้แก่ผู้แทนของรัฐต่างประเทศ

** กรณีที่เป็นผู้มีสัญชาติไทย หรือมีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยได้รับความคุ้มกันเฉพาะ ข้อ ๕


วิธีได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน รมว. กระทรวงการต่างประเทศ กับ รมว. กระทรวงการคลัง ร่วมกันประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา (มาตรา 13)

การประชุมระหว่างประเทศภาคเอกชน

ผู้จัดการประชุมระหว่างประเทศภาคเอกชนอาจได้รับสิทธิประโยชน์รายการที่กำหนดไว้ใน (มาตรา 15) ซึ่งระบุไว้ 4 รายการ ได้แก่
  1. ยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ทั้งนี้ เฉพาะการทำงานที่เกี่ยวกับการประชุม
  2. ผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ทั้งนี้ เฉพาะเพื่อปฏิบัติงานเกี่ยวกับการประชุม
  3. อำนวยความสะดวกในการเข้าเมืองให้แก่ผู้จัดการประชุมซึ่งเป็นคนต่างด้าว
  4. ยกเว้นอากรศุลกากรและข้อห้ามหรือข้อกำกัดเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกสิ่งของเพื่อใช้ในการประชุม

** ในกรณีที่จำเป็นต้องนำคนต่างด้าวเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในการจัดการประชุม คนต่างด้าวอาจได้รับสิทธิประโยชน์ตาม ข้อนี้ด้วย


ผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศภาคเอกชน อาจได้รับสิทธิประโยชน์ตามรายการที่กำหนดไว้ใน (มาตรา 16) ซึ่งระบุไว้ 4 รายการ ได้แก่
  1. ลดหรือยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร เฉพาะในส่วนที่เป็นค่าตอบแทนที่ผู้เข้าร่วมการประชุมซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยได้รับจากผู้จัดการประชุมอันเนื่องมาจากการเข้าร่วมการประชุม การทำงานเกี่ยวกับการประชุม หรือการเป็นวิทยากรในการประชุม
  2. ยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ทั้งนี้ เฉพาะการทำงานที่เกี่ยวกับการประชุม
  3. ผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ทั้งนี้ เฉพาะเพื่อปฏิบัติงานเกี่ยวกับการประชุม
  4. อำนวยความสะดวกในการเข้าเมืองให้แก่ผู้เข้าร่วมการประชุมซึ่งเป็นคนต่างด้าว

วิธีได้รับสิทธิประโยชน์ ผู้ประสงค์จะจัดการประชุมระหว่างประเทศภาคเอกชนต้องเสนอเรื่องต่อสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (สสปน.) ซึ่งจะพิจารณาและเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรี

ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติฯ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (มาตรา 20)

 

สนธิสัญญาที่น่าสนใจ (ฉบับมีคำแปลภาษาไทย)

ASEAN Charter
Convention on the Privileges and Immunities of the Specialized Agencies
Convention on the Privileges and Immunities of the United Nations
UN Charter
United Nations Convention on the Law of the Sea (UNCLOS)
Vienna Convention on Consular Relations (VCCR)
Vienna Convention on Diplomatic Relations (VCDR)

สนธิสัญญาที่น่าสนใจ (ฉบับไม่มีคำแปลภาษาไทย)

Agreement Establishing the World Trade Organization 1994
Agreement For the Implementation of Provisions of the UN Convention on the Law of the Sea (Fish Stocks) 1995
Convention on the Law of the Non-Navigational Uses of International Watercourses 1997
Convention on the Prevention and Punishment of Crimes Against Internationally Protected Persons 1973
Convention Suppression Unlawful Acts Against Safety Civil Aviation 1971
International Convention for the Suppression of Acts of Nuclear Terrorism 2005
International Convention for the Suppression of the Financing of Terrorism 1999
International Convention on Economic Social and Cultural rights 1966
International Convention on the Elimination of all Forms of Racial Discrimination 1965
State Immunity Act 1978
Statute of the International Court of Justice 1945
Treaty on Principles Governing the Activities of States in the Exploration and Use of Outer Space 1967
UN Convention on Jurisdictional Immunities 2004
Vienna Convention on Succession of States in Respect of Treaties 1978
Vienna Convention on the Law of Treaties 1969